Search This Blog

Friday, January 27, 2012

พาคุณแม่ไปเที่ยวงานวัดใหญ่

พาคุณแม่ไปเที่ยวงานวัดใหญ่ งานวัดใหญ่ก็เหมือนกันกับงานวัดทั่วไป นอกจากไห้วพระแล้ว ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ


ผมคิดผิดเมื่อวันนี้ไปเดินเที่ยวงานวัดใหญ่กับแม่ แม่เดินตัวปลิวนำหน้าผมเข้าไปในบริเวณงานตรงรี่ไปที้่ร้านขายของพื้นเมือง ผมสังเกตเห็นผักผลไม้ที่ไม่เป็นที่นิยมนักในสมัยนี้ เช่น กะบก ลูกสมอ และเมี่ยง งานวัดใหญ่มันมีความผูกพัน มีจิตวิญญาณของผู้คนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกำแพงเพชรหลายสมัย หลายรุ่นมา ต่างก็มีความหลัง มีอดีตกับการเที่ยวงานวัดใหญ่

กะบก ต้นไม้นี้สมัยก่อนอยู่บริเวณทุ่งนา มีขึ้นอยู่ทั้วไป ชาวบ้านชอบนำต้นมาเผาถ่าน เป็นที่นิยมกันมาก ส่วนเมล็ดนำมาขั้ว มันไม่แพ้เกาลัดของจีน

แม่เล่าให้ฟังว่า พ่อและเพื่อนๆ สมัยเป็นทหารหนุ่มชอบมาเที่ยวงานวัดใหญ่ เพื่อจะได้มาจีบสาว จีบแม่ค้า ส่วนพ่อเล่าว่า จะมีแม่ค้าสาวๆ ชาวเหนือ เช่น ลำปาง เชียงใหม่ พวกทหารในค่ายนเรศวรก็จะชอบมาเที่ยวจีบแม่ค้า เป็นถิ่นของพวกทหารในค่ายนเรศวร บรรยากาศเก่าๆ แบบนี้ ส่วนผมเองก็มีอดีตกับงานวัดใหญ่ตอนเด็กที่ยายพามา นั่งสามล้อถีบมากันข้ามสะพานนเรศวรคนถีบสามล้ออายุมากแล้ว ถีบขึ้นสะพานไม่ไหว เพราะในรถสามล้อมียาย มีหลานๆ อัดกันอยู่ในรถสามล้ออีกหลายคน แต่ยายก็ให้หลานๆ ลงไปช่วยกันดันรถ


แบบไทยไทย



สำหรับตอนโตสมัยอยู่มัธยม หลังโรงเรียนเลิกผมก็มาเดินเล่น ดูสิ่งแปลกตา เช่น เมียงู บ้านผีสิง ชิงช้าสวรรค์ รถไต่ถัง วนิพก คนขอทานที่เอาลูกของตนเองที่หัวโต พิการ มานอนข้างๆ มีขันสำหรับให้คนใจบุญบริจาคเงินให้ และขนมที่ผมพอจะมีสตางค์ซื้อก็คือ ขนมถังแตก วันนี้ผมก็เลยขอตังแม่ซื้อขนมถังแตก (จริงจริงผมก็มีตังนะ แต่อยากขอตังแม่) ส่วนคุณแม่ผมก็ไม่ต้องห่วงซื้อแทบทุกอย่างที่ขวางหน้า  ผมจำได้แม่นไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตามเมื่อเวลาจะถึงงานวัดใหญ่ สัญญานที่จะบอกว่าใกล้มีงานวัดหลวงพ่อ ก็คือ ละมุดออกลูก มีขจะเป็นช่วงที่ใกล้สอบ ข้าวออกรวงเต็มทุ่ง ในชนบทจะเห็นชาวบ้านชวนกันขึ้นรถไม่มีหน้าต่าง บรรทุกคนไปเกี่ยวข้าว บางคนก็รับจ้างไปเกี่ยวข้าวเพื่อได้เงินมาเป็นรายได้สำหรับครอบครัว บางคนก็ไปเพราะสนุก หนุ่มสาวก็มีโอกาสเจอกันก็โอกาสนี้

Thursday, September 8, 2011

รองเท้ามือสอง ข้างโรงแรมนวรัตน์ ราคา 100-300 บาท

            
        รองเท้ามีความจำเป็นเหมือนเช่นสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างอื่น ไม่มีรองเท้าจะใส่จะเดินอย่างไร เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วเดินเท้าเปล่า นอกจากนั้น บางคนมีรองเท้าหลายคู่หลายแบบ หลายชนิด หลากสี หลากสไตล์ และขึ้นอยู่กับประโยชน์ของการใช้อีกด้วย แต่การที่จะหาสะตุ้งสะตังไปซื้อเกือกราคาแพงแพงมาใช้กัน ก็คงจะไม่ง่ายเลยทีเดียวกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่เกือบทุกคนมีรายจ่ายเกินกว่ารายได้ที่มี รายได้จำนวนน้อยนิดก็ต้องจ่ายเกือบทุกเรื่องทุกราว ครั้นจะไปซื้อรองเท้า รายจ่ายที่จำเป็นอย่างอื่นก็มารออยู่ จำต้องเลือกที่จะซื้อบางอย่างแล้วยกเลิกสินค้าบางอย่าง อย่างนี้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า "Trade Off" คือ จะจับปลาสองมือไม่ได้ ต้องทิ้งไปตัวหนึ่ง ไม่งั้นก็อดกินปลาทั้งสองตัว 
            
             ในสภาพแบบนี้ รองเท้ามือสองน่าจะเป็นทางเลือกทีน่าพิจารณาดู  สนั่นราคาเริ่มต้นที่ หนึ่งร้่อยบาท ตาดีได้ตาร้ายเสีย ใช่ครับ ซื้อสิ้นค้ามือสองต้องเลือก ต้องลอง ต้องดูรายละเอีดยดเกือบทุกซอกทุกมุม ตรายี่ห้อ ตะเข็บรองเท้า ส้น สารพัด แต่ถ้าเลือกได้ดีก็ได้ของดีราคาถูกไป ถ้าเลือกไม่ดีก็กลายเป็นเอาขยะไปเพิ่มไว้ที่บ้าน  สำหรับผมเป็นขาประจำร้านรองเท้ามือสองที่ข้างโรงแรมนวรัตน์  บริเวณที่จอดรถยนต์ของตลาดไนท์ พลาซ่า จังหวัดกำแพงเพชร 


           บางวันก็คุยกันเรื่องการเมืองกับเจ้าของร้าน บางวันก็รับฟังการบ่นทำนองร้องเรียนนโยบายของรัฐบาลท้องถิ่น  บางครั้งก็คุยกันเรื่องเศรษฐกิจของประเทศ การทำมาค้าขายไปจนถึง รัฐบาลของโอบามา ในประเทศสหรัฐอเมริกา  กว่าจะได้รองเท้าแต่ละคู่ต้องถกกันหลายเรื่อง กลับที่พักก็สามทุ่มกว่าทุกครั้ง 

Thursday, January 27, 2011

นครชุม เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือจะเป็นเมืองที่ทำลายตัวเอง

วันนี้ได้มีโอกาสไปร่วมเสวนา (จริงๆ ไปร่วมฟังมากกว่า) เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ณ เมืองนครชุม จังหวัดกำแพงเพชร บริเวณคลองสวนหมาก ทีอดีตเคยเป็นคลองที่รัชกาลที่ 6 ได้เสด็จประพาสต้นและพักแรมที่นี่
เมืองนครชุมเป็นเมืองโบราณตั้งแต่อาณาจักรสุโขทัย มีประวัติศาสตร์ชุมชนมายาวนาน 

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดกับโครงการเมืองเศรษฐกิจแบบสร้างสรรค์ ได้เลือกเอาเมืองนครชุมเพื่อส่งประกวดเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็เลยจัดการเสวนาครั้งนี้ขึ้นเำำพื่อเตรียมความพร้อมและเืพื่อเปิดเวทีความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

สถานที่จัดงานได้เลือกเอาบ้านเก่าหลังหนึ่งที่อยู่ริมคลองสวนหมากและอยู่ระหว่างบ้านเก่าหลายหลังติดๆ กัน บรรยากาศในช่วงเย็นพลบค่ำ อากาศกำลังเย็นสบาย ผมเดินถือการ์ดเชิญเดินเข้าไปในงาน เหมือนกันงานวัฒนธรรมทั้งหลาย มีการจัดบรรยากาศให้เป็นย้อนยุค อาหาร ขนมไทยไทย เครื่องดื่มทำจากวัสดุพื้นบ้าน การตั้งโต๊ะเก้าอี้กลางแจ้ง ผมทักทายกับคนรู้จักกันพอประมาณ  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดที่เป็นประธานในงานก็เดินทางมาถึงและเริ่มดำเนินรายการโดย พาณิชย์จังหวัดเป็นผู้ดำเนินรายการ สนทนากับท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้เกริ่นให้ทราบที่มาที่ไป ผมจึงถึงบางอ้อ ว่างานนี้รัฐเข้าไปจัดการใส่แนวความคิดให้กับชุมชน 

ประเด็นที่ผมเป็นห่วง เริ่มเข้ามา ประการที่หนึ่ง ชุมชนที่เคยสงบเงียบ แต่หลายคนอาจมองว่ามันกำลังจะสลายหรือตายไป ได้ถูกกระตุ้นด้วยการปลุกเมืองให้ตื่นรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยีืยน สิ่งที่ผมกำลังกังวลคือ ชุมชนย่านนั้นจะไม่เงียบสงบอีกต่อไป ความเป็นอยู่แบบปกติสุขของผู้คนแถบนั้นกำลังเผชิญหน้ากับกระแสการท่องเที่ยว และสิ่งแปลกปลอมที่เ้ข้ามากับการท่องเที่ยว ซึ่งจะชักนำเอานักลงทุนต่างถิ่นเข้ามาลงทุนและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและการตอบรับการขยายตัวของระบบทุนนิยมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได

ประเด็นที่สอง ชาวบ้านกำลังเข้าใจผิดระหว่าง การอนุรักษ์และฟื้นฟูอดีตขึ้นมา กับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในความหมายของกระทรวงพาณิชย์  รัฐอาจมองว่า มันคือการจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ชาวบ้านอาจคิดและเชื่อว่ามันคือการฟื้นอดีตที่เรียกร้องให้คืนกลับมา แต่ผมกำลังจะกังวัลว่า การฟื้นฟูนั้นจะไปติดกับดักของการพัฒนารูปแบบอื่นๆ ที่จะกลับเข้าไปทำลายอดีตโดยสิ้นเชิงเลยก็เป็นได้  ผมยกตัวอย่างอำเภอปาย ที่เปิดเขาต้อนรับนักท่องเที่ยว จนสูญเสียความเป็นตัวตนไป เนื่องจากกลุ่มทุนต่างถิ่นเข้าไป คนท้องถิ่นต้องอพยพออกไป ปัจจุบันในเมืองปายมีแต่คนต่างถิ่นเข้าไปลงทุน มีจำนวน รีสอร์ทเกือบ ห้าพันห้อง มันเป็นปรากฎการณ์ที่ เรียกว่า "Over Supply" ก่อปัญหาความขาดแคลนทรัพยากร และสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ เช่น ไฟฟ้าไม่เพียงพอ เป็นต้น  สิ่งเหล่าสูญเสียไปเหล่านี้เมืองปายไม่สามารถเรียกเอากลับคืนมาได้ แต่ผิดกันกับเมืองแม่ฮ่องสอน ที่ยังคงรักษาคุณค่า วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ในอดีตไว้ได้ ปฎิเสธความทันสมัย งบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของที่นั่น มีไว้เพื่อการอนุรักษ์ มากกว่าการจะพัฒนาความทันสมัย  คนที่นั่นหวงแหนความเป็นอยู่ และวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมของชาวไตใหญ่ ไว้อย่างเหนียวแ่น่นและมั่นคง 

แนวคิดเรื่องย้อนยุคเป็นกระแสที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในขณะนี้ ตั้งแต่เมืองสามชุก ถึงอัพวา และเพลินวาน ผมคิดถึงเมืองโอซาก้าที่ประเทศญี่ปุ่น ที่รัฐบาลท้องถิ่นได้พยายามส่งเสริมและอนุรักษ์ ฟื้นฟู บ้านโบราณ ตลอดจนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของเมืองไว้ บูรณะบ้านเก่า ให้เงินสนับสนุนเจ้าของบ้านให้ซ่อมแซมบ้านให้ใช้การได้ ซื้อบ้านเก่าของคหบดีที่มีชื่อเสียงในอดีตไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ของเมือง และทำแผนที่ท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว  แต่ที่สำคัญการเข้าไปเยี่ยมเยียนหมู่บ้านเหล่านี้ผู้เข้าไปท่องเที่ยวไม่สามารถนำเอาวัฒนธรรมต่างถิ่นเข้าไปได้ แต่ยังต้องเคารพความเป็นอยู่ของหมู่บ้านนั้นด้วย การนำเอาแนวคิดย้อนยุคจากโอซาก้า หรือ สินค้าโอทอปจากเมืองฟูกูโอกะ ไม่ใช่การนำเอาสิ่งที่เห็นมาแต่ต้องเข้าให้ถึงค่านิยมและแนวปฎิบัติที่เป็นที่มาของการอนุรักษ์นั้นด้วย มิฉะนั้นผลที่ได้จะกลายเป็นตัวทำลายอดีตไป  ผมยกตัวอย่างเช่น  เดิมสองฝั่งของคลองสวนหมากเงียบสงบ (น่าจะชอบและน่าจะยั่งยืนในแบบของมัน) เมื่อเข้าสู่โครงการฟื้นฟูจะมีการรณรงค์บ้านเรือนที่อยู่ข้างทางเดินต้องเปิดร้านขายของทั้งโบราณและอาจไม่โบราณ มีการปรับปรุงบ้านบางหลังเพื่อให้จำหน่ายสินค้าได้ เข้าทำนอง เปิดบ้านขายของ  ตอนนี้ละ ความเงียบสงบ จะหายไป 

ผมหวังว่า การตั้งเป้าเพื่อส่งเมืองเข้าประกวดน่าจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก แต่ควรจะเป็น ผลพลอยได้ของคิดจะอนุรักษ์และฟื้นฟูอดีตมากกว่า และต้องระมัดระวังอย่าให้กระแสทุนเข้ามาทำลายปัจจุบันและอดีตของเมืองนครชุมได้  กิจกรรมแต่ละอย่างต้องละเอียด ละเมียด พอที่จะไม่ก่อผลตรงกันข้ามหรือทำลายอดีต ระวังเมืองที่น่าอยู่จะกลับกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ทำลายอัตลักษณ์ของตัวเองอย่างรวดเร็ว 

Thursday, January 20, 2011

ห้องสมุดเคลื่อนที่บนรถยนต์ ห้องสมุดคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย

มีโอกาสไปแวะเยี่ยมเยียนลูกชายที่เรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รั้วจามจุรี สีชมพู พระเกี้ยว นัดเจอกันที่หน้าห้องสมุดของคณะรัฐศาสตร์  มองเข้าไปในห้องสมุดอยากอ่านหนังสือ แต่ก็ขี้เกียจเข้าไป และหากจะเข้าไปใช้ห้องสมุดก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมด้วย อันนี้เป็นเหตุผลสำคัญก็เลยไม่เข้าไปนั่งในห้องสมุด  เหลือมอบเห็นรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า ไลท์เอช รุ่นเก่าๆ เพ้นท์สีชมพู สวยงามจอดหน้าห้องสมุด ความโดดเด่นของรถคันนี้คือบนหลังคาตกแต่งเป็นหนังสือหลายเล่มบนหลังคา และสีชมพูที่ตัวรถ  ด้วยความสนใจมองเข้าไปข้างใน จัดเป็นห้องสมุดเล็กๆ มีหน้งสือพอคเก็ตบุุ๊คหลายเล่ม ด้านหลังของรถตู้มีประตูหลัง เปิดออกมา และมีเก้าอี้ตัวเล็กๆ ไว้ให้นั่งด้วย บรรณารักษ์ของที่นั่นเห็นเราสนใจถ่่ายรูปก็มาแนะนำตัวและเล่าให้ฟังว่า รถคันนี้เคลื่อนที่ออกให้บริการประชาชนในชุมชนในกรุงเทพ และได้รับรางวัลด้วย  ผมจำไม่ได้ว่าเป็นรางวัลประเภทอะไร  ชื่นชมพอสมควรนั่งอ่านหนังสือข้างรถตู้ห้องสมุดเคลื่อนที่อยู่พักใหญ่ บุตรชายผมก็มา เลยชักชวนกันไปทานข้าวเย็นกันต่อ

Tuesday, November 30, 2010

โรตีอร่อยตลาดไนท์พลาซ่า กำแพงเพชร

ที่ตลาดไนท์ เป็นตลาดเย็นและค่ำที่ประชาชนชาวกำแพงเพชร ไปเดินหาอาหาร เครื่องดืืื่มและผลไม้ทานกัน อย่างคึกคัก ตั้งแต่ห้าโมงเย็น โดยเฉพาะข้าราชการทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่พากันมา บ้างก็นั่งรับประทานอาหารที่นี่ บ้างก็ซื้อกับข้าวสำเร็จรูปใส่ถุงพลาสติก ไปทานกับครอบครัวที่บ้าน บ้างก็รับลูกจากโรงเรียนมานั่งทานอาหารสั่ง หรือจานเดียวกันที่นี่ มีให้เลือกหลายร้าน ล้วนแต่อร่อยทั้งนั้น  ที่นี่มีทุกอย่างเรียกได้ว่า ครบถ้วน ตั้งแต่ก๋วยเตี๋ยวสารพัดชนิด กับข้าวถุง ส้มตำ อาหารตามสั่งหลายร้าน ผักผลไม้ หนังสือพิมพ์ ลอตเตอรรี่
ไอติม น้ำผลไม้ปั่น ฯ ล ฯ 

เนื่องจากมีอาหารเยอะแยะมากมายสารพัน ล้วนอร่อยทั้งนั้น ผมเดินเข้าไปในตลาดทีไร ก็อยากจะกินให้หมดทุกร้าน แต่คงจะไม่ไหวละครับ กะเพาะมันก็เท่านี้  ด้านหนึ่งของตลาดไนท์เป็นมุมก๋วยเตี๋ยวกับน้ำผลไม้ปั่น อีกด้านหนึ่งเป็นอาหารตามสั่ง ถัดไปก็เป็นขนมทำเอง  ถัดมาอีกก็เป็นตลาดผลไม้ และร้านขายดอกไม้ พวงมาลัยไหว้พระ ขายเป็นกำ กำละ 5 บาทเท่านั้น เอง  ทุกๆ หนึ่งอาทิตย์ผมจะต้องไปซื้อดอกไม้สดที่นี่เอาไปไ้ห้วพระ ดอกไม้่จะอยู่ได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็จะได้รอบ ก็จะมาซื้ออีกครั้งหนึ่ง

ตรงข้ามกับร้านดอกไม้สด จะมีรถเข็นขายโรตีกล้วยหอม อยู่ร้านนึง ผมเดินผ่านร้านนี้ไม่รู้กี่ครั้งโดยไม่ได้ไปอุดหนุนโรตี เจ้าของร้านรู้สึกจะขี้เกรงใจคนซื้อมากๆ ไม่คิดจะเรียกลูกค้าให้รำคาญแต่อย่างใด  วันนี้ผมทนไม่ได้ อยากลองทานโรตีกล้วยหอม หลังจากซื้อดอกดาวเรือง จำนวน 2 กำแล้ว ก็เดินตรงไปยังร้านขายโรตีรถเข็น พร้อมกับสั่งโรตีกล้วยหอม หนึ่งอัน ระหว่างรอโรตีก็อดถามไม่ได้เมื่อเห็นรายการโรตีหลายชนิด อันละ 8 บาท  มี โรตีสตอบอรี่ โรตีผสมสัปรด ลูกเก็ด ก็เลยสั่งเพิ่ม

ผมเดินกลับที่พัก เจอยามก็เลยนั่งลงแบ่งให้หนึ่งอัน ส่วนผมเหลือโรตีกล้วยไข่ เข้าห้องได้กลิ่นหอมของโรตีผมก็ไม่รีรอเปิดกล่อง ทาน จนหมดในไม่กี่นาที  กล้วยหอม ทานกับโรตีนี่อร่อยเข้าท่า แต่ว่าก็น่าจะกลัวอ้วนได้เหมือนกัน เพราะ โรตีใส่น้ำตาลและนมข้นด้วย แต่วันนี้ขอละ ผมทานมันหมดไปแล้วไม่เหลือ 

Tuesday, September 28, 2010

วิทยาลัยอาชีวเทศบาลเมืองกำแพงเพชร เปิดให้บริการล้างรถ

ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวเทศบาลเมืองกำแพงเพชร กับอาจารย์หลายท่านลงความเห็นกันว่าควรจะให้เด็กนักเรียนได้มีประสบการณ์ด้านธุรกิจ และความชำนาญการช่าง การเป็นผู้ประกอบการ จึงคิดโครงการล้างรถ ให้เด็กได้ใช้ความรู้และประสบการณ์โดยเปิดให้บริการล้างรถยนต์ รถมอเตอร์ไซด์ ทุกชนิด ราคาย่อยเยาว์ ล้างด้วยมือ ดูแลรถยนต์ของท่านอย่างทนุถนอม บริการตรวจเช็คเครื่องยนต์ให้คำแนะนำการใช้และบำรุงรักษารถยนต์ 

ผมได้เข้าไปใช้บริการ ล้างรถและขัดสี เปลี่ยนน้ำยาหม้อน้ำ รถเบ็นซ์ของผมก็เลยดูใหม่เหมือนเพิ่งซื้อมาเมื่อวานนี้เอง 

การให้บริการใกล้ชิดทุกระยะ  ต้องรับบริการล้างรถยนต์ที่วิทยาลัยอาชีวเทศบาลเมืองกำแพงเพชรครับ 

สถานที่  ถนนวิจิตร 1  เทศบาลหลังเก่า 

Monday, September 27, 2010

ผัดไท นครชุม กำแพงเพชร

"มื้อค่ำจะไปทานอาหารที่ใหนดี"  แขกหลายท่านที่มาเยือนจังหวัดกำแพงเพชรมักจะถามคำถามนี้่อยู่ประจำ  จริงๆ แล้วจังหวัดกำแพงเพชรเป็นจังหวัดที่มีร้านอาหารอร่อยมากมายนัก โดยเฉพาะก๋วยเตี๋ยวมีมากหลายร้าน หลายชนิด อาทิ เช่น ก๋วยเตี๋ยวไก่ตาหยา  ก๋วยเตี๋ยวชากังราว ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ก๋วยเตี๋ยวไท ก๋วยเตี๋ยวบะหมี่ ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ก๋วยเตี๋ยวสารพัดชนิด เอ่ยไม่ได้หมด  ผมอยากจะบอกว่า มาเที่ยวกำแพงเพชร จะต้องใช้เวลามากกว่าสัปดาห์ในการตระเวณไปหาก๋วยเตี๋ยวให้ครบทุกเจ้า

แต่สำหรับมื้อค่ำที่น่าสนใจที่ผมกำลังจะแนะนำคือ ก๋วยเตี๋ยวผัดไท นครชุม  ร้านนี้จะเปิดตอนเย็น ค่ำไปแล้ว ในตลาดเ่ก่านครชุม ข้างโรงหนังเก่า ตลาดนครชุมเป็นตลาดเก่าทีเดียว พอๆ กับเมืองสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เสด็จ ร. ๕ ก็เคยประพาสมาที่นี่ในสมัยนั้น  มีความเจริญรุ่งเรืองมาก  ร่องรอยความเจิรญตอนนี้เลือนหายไปหมดแล้ว ยังคงเหลือแต่อาคารไม้เ่ก่าๆ ตลอดแนว สมัยหนึงเทศบาลนครชุมพยายามที่จะอนุรักษ์และเปิดตลาดนี้ให้เป็นตลาดโบราณ สำหรับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแ่ต่ก็ทำได้ไม่ดีเท่าเมืองสามชุก  ด้วยเหตผลใดไม่อาจทราบได้

ผมพาท่านเลยไปไกล เอาละกลับมาที่ก๋วยเตี๋ยวกันก่อน  ก๋วยเตี๋ยวผัดไท มีแคบหมูให้ ถั่วงอกสด ต้นหอม จะขาดเสียไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นจะขาดความอร่อยควบคู่กันไป บรรยากาศยามค่ำคืน มีแสงไฟหลอดกลม กับอาคารไม้รอบข้าง มีร้านขายขนมหวานตั้งอยู่ติดกัน ชาวบ้านย่านถิ่นแถวนั้นก็พากันเดินออกมาซื้อขนมกันด้วย  นั่งทานก๋วยเตี๋ยวไปสักพักหนึ่ง จะได้ยินเสียงยามเคาะเหล็กให้ดังเพื่อบอกเวลาว่ากี่ยามแล้ว  สักพักหนึ่งยามก็จะขี่จักรยานผ่านไป แล้วเลยไปเคาะที่อื่นต่อ  บรรยากาศอย่างนี้ทำให้นึกถึงบรรยากาศย้อนยุคกลับไปสมัยที่พลังงานไฟฟ้ามาจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เครื่องปั่นเป็นเวลา

หากท่านผ่านมาอย่าลืมไปนึกถึงบรรยากาศแบบที่ผมว่าได้ที่ตลาดนครชุมนะครับ 

Thursday, September 16, 2010

สร้างสรรค์สังคม: ไปอ่างทองต้องลองมันอุทัย

สร้างสรรค์สังคม: ไปอ่างทองต้องลองมันอุทัย

ไปอ่างทองต้องลองมันอุทัย

บนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ สายเหนือ ผ่านอยุธยา เป็นระยะทางสั้นๆ ใช้เวลาเดินทางไม่นานนัก ขับรถยนต์ต่อไปจนถึงอ่างทอง แถวนั้น มีของกินพื้นบ้านอร่อย คือ "มันอุทัย"  อ้าวแล้วจะหาซื้อได้ที่ใหน เป็นสินค้าโอทอปหรือเปล่า มันจะคล้ายกับมันบดในร้าน เค เอฟ ซี หรือเปล่า    มีขายที่ร้านอะไร ร้านป้าแช่ม หรือ ร้านแม่บังอร หรือเปล่า

เปล่าเลย มันอุทัย เป็นมันขนาดเล็ก เท่าๆ กับ นิ้วนาง หรือนิ้าชี้ มีส่วงม่วงแดง นำมาต้มในหม้อซึ้งนึ่งข้าวแบบสมัยก่อน  บนเตาถ่าน เมื่อท่านเดินทางเข้าเขตอุทัย มองสองข้างทาง จะมองเห็นเป็นเพิงร้านค้า บ้างก็ขายหนูนาย่าง หลายซุ้มขาย โรตีสายไหมท่านต้องคอยสังเกตให้ดีว่าซุ้มใหนมีซึ้งนึ่งข้าวตั้งอยู่บนเตา มีควันกรุ่นๆ นั่นแหละ ท่านจะได้ทานมันอุทัย ที่มีรสชาดอร่อยอย่างยิ่ง มีขนาดเล็กเต็มคำพอดี มันไม่เละ ไม่แข็งเกินไป นุ่ม และอุ่น ราคาถูกมาก ซื้อราคา 20 บาท ขับรถจากอ่างทองเข้ากรุงเทพ ยังไม่หมดเลยครับ ผมไม่สงสัยเลยว่ามันเป็นอาหารหลัก ของคนสมัยโบราณทานระหว่างเดินทางไปรบทัพจับศึก เดินทางไกล และจนถึงทุกวันนี้มันก็ยังเป็นอาหารหลักได้อย่างดี หนักท้อง และประหยัด  ลองหันมารับประทานมันอุทัยแทน มันบด เค เอฟ ซีหน่อยเป็นไร

อ้อ ขาล่องเข้ากรุงเทพจะมีร้านต้มมันอุทัยมากกว่าขาขึ้นนะครับ  แต่ต้องสังเกตบ้างเพราะบางร้านจะเอามันอย่างอื่นมาปนด้วย เช่นมันสีเหลือง เนื้อจะเละกว่า ไม่อร่อย และบางร้านก็ยังต้มมันไม่สุก และแข็งเกินไป ต้องคอยดู และเลือกหัวมันเช่นเดียวกันกับเวลาซื้อผลไม้กันเลยทีเดียวครับ   ผมมักจะพาครอบครัวและสหายแวะทานมันอุทัยก่อนอาหารมื้อหลักในคราวที่ผมจะต้องเป็นเจ้ามือเสมอ เพราะจะทำให้ประหยัดตังได้เยอะเพราะแต่ละคนก็จะอิ่มมันกันก่อน และทำให้สั่งอาหารน้อยลง

Monday, July 26, 2010

ตลาดร้อยปี สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

ผมและคุณพ่อคุณแม่ชวนกันไปงานแต่งงานของญาติที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จังหวัดที่ในอดีตเคยมีความขัดแย้งกับจังหวัดใกล้เคียงเพียงแค่จังหวัดใหนมีต้นตาลมากกว่ากัน คือจังหวัดเพชรบุรี ปัญหาจบอย่างไรไม่ทราบได้ ว่าจังหวัดใหนจะมีต้นตาลมากกว่ากัน

ออกเดินทางกันราวตีหนึ่งกว่า ง่วง หาว ตอลดทางมาถึงเช้าตรู่ที่จังหวัดราชบุรี  เจ้าภาพกรุณาเลี้ยงอาหารเช้า แต่ผมแอบมาข้างนอก เพื่อหาต้มเลือดหมู ตบด้วยกาแฟโบราณกับนมสดแท้แท้ รสชาดก็นุ่มนวล กลมกล่อมดีครับ  ที่สำคัญราคาถูกมาก 10 บาทครับ แถมน้ำชาร้อนอีกครับ 

ประเพณีของไทย ต้องมีการแห่ขันหมาก ฝ่ายผมเป็นฝ่ายของเจ้าบ่าว ก็ตั้งขบวนกันฝั่งตรงข้ามกับคลองชลประทาน แล้วก็โห่ร้องแห่กันมามีทั้งของหวานของคาว ผมทำหน้าที่ถ่ายรูปด้วย เดินวิ่งดักหน้าดักหลัง ขบวนเพื่อให้ได้ภาพต่างอริยาบทกัน ด้านผู้ใหญ่ของเจ้าสาวก็ออกมาต้อนรับหน้าประตู ครับ ประตูเงินประตูทอง เจ้าบ่าวรู้ตัวดีอยู่แล้วจะต้องผ่านด่านต่างๆ เตรียมของกำนัลมาพร้อมก็ผ่านไปได้เรียบร้อยเข้าพิธีกันต่อไป  ทุกคนก็มีความสุขไปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว 

เมื่อพิธีการเข้ามาเป็นอันที่ผมจะต้องหาทางออกไปขับรถตระเวนดูบ้านเมือง ตามสันดานของพัฒนากรเก่า ก็ออกสำรวจ จนเที่ยงหิว ก็แวะร่านก๋วยเตี๋ยว หมูทุบ สูตรราชบุรี เป็นร้านดัง  ลูกสาวเจ้าของร้านหน้าตาดี สวยมาก กินจนเกลี้ยงชาม ผมชอบร้านนี้นอกจากจะมีเจ้าของร้านหน้าตาดี แล้ว เสียงเพลงในร้านเป็นเพลงสากลเก่าดังมาจากหลังร้าน I don't like to sleep alone  แหมเข้ากันกับอารมณ์ผมเลยละตอนนี้ 

เราอำลาเจ้าภาพและขอกลับก่อน อันที่จริงเจ้าภาพอยากจะให้เราอยู่กินเลี้ยงตอนค่ำที่โรงแรม Royal City ที่กรุงเทพ แต่คงจะไม่ไหว ก็ขอตัวกลับ  ตามเส้นทางสุพรรณบุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ ระหว่างทาง คุณแม่อยากแวะเยี่ยมเยียนตลาดร้อยปี ก็ตามใจท่าน พามาเดินเที่ยว ผมเองก็ไม่เคยได้แวะไปเช่นกัน  รู้สึกแปลกใจ และทึ่งมากที่สามชุกสามารถทำเมืองเก่าได้ ซึ่งผมเคยไปที่ญี่ปุ่นมา ในหมู่บ้านวัฒนธรรม แนวความคิดของญี่ปุ่น ก็คือ คนในชนบทเข้าเมืองกันมากและทิ้งบ้านไว้ไม่ดูแล ท้องถิ่นก็พยายามฟื้นฟูเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวา ดึงคนหนุ่มสาวให้กลับมาอยู่อาศัยกัน และเอาเสน่ห์ของท้องถิ่นโบราณกลับมาเป็นสิ่งดึดดุดนักท่องเที่ยว สามชุกวันนี้ ย้อนยุคได้ดีมาก และจนกระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็น World Heritage ด้านวัฒนธรรม สิ่งดีดีในเมืองไทยและน่ายกย่องต้องขอยกนิ้วให้

ขอแนะนำท่านที่จะเที่ยวในวันเดียวได้หลายอย่างก็ใช้เส้นทางนี้ครับ เที่ยวนครปฐม มาสุพรรณบรี ดูตลาดสามชุด และเที่ยวบึงฉวาก มาชัยนาทดูสวนนก ถึงนครสวรรค์ดูบึงบรเพ็ด วนกลับมาทางอยุธยา ก็ได้ครับ 

Tuesday, July 13, 2010

แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามนโยบายของรัฐบาล


นโยบายรัฐบาลประชานิยม ส่งผลให้เงินผู้สูงอายุที่ในอดตีจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์ และเมื่อกระจายอำนาจแล้วก็ให้ท้องถิ่นดูแล โดยรัฐบาลกลางอนุมัติเงินจำนวนหนึ่งที่เคยให้กับกรมประชาสงเคราะห์ตามที่มีรายชื่ออยู่เดิมมาให้ และให้รัฐบาลท้องถิ่น สำรวจรายชื่อผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป มาขึ้นทะเบียนรับเงิน  ผู้นำชุมชนแต่ละท่านก็ไปสำรวจมา ปรากฎว่าผู้สูงอายุมีมากกว่า เงินที่รัฐบาลโอนมาให้ รัฐบาลท้องถิ่นก็โวย อ้าวโยนภาระมาให้แล้วไม่ดูแล  แถมยังบอกว่า ส่วนที่ไม่พอให้ท้องถิ่นหางบประมาณที่ไม่ค่อยจะเก็บได้เนี่ยนะ มาจ่าย เมื่อข่าวจะให้เงินผู้สูงอายุกระจายไปแล้ว บางท่านยังไม่เคยได้รับการสงเคราะห์ คนแ่ก่บางท่านก็สงสัยเป็นกำลัง คิดไปไกลขนาด เออ แก่ขนาดนี้แล้วยังจะมาหลอกกันอีกเหรอเนี่ย

รัฐบาลที่มีที่ปรึกษาเยอะแยะมากมาย มีความกังวลใจกับเรื่องนี้มาก นักวิชาการก็ให้คำแนะนำมาว่า จะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare State)แบบประเทศสวีเดน อะไรทำนองนั้น  อันที่จริงก็พูดกันมานานแล้วนะ ยังไม่ขยับเขยือนกันซะที แต่เอ มันจะเหมือนกันมั้ย ระหว่างเศรษฐีแจกเงิน กับคนจนเป็นหนี้เป็นสิ้นแล้วแจกเงิน
(เงินที่ให้เปล่า ไม่ก่อให้เกิดการลงทุน) มันจะเป็นอย่างไรละคราวนี้ เศรษฐีแจกเงินก็โอเค แต่รัฐบาลที่ยังอยู่ในภาวะงบประมาณขาดดุลเช่นขณะนี้  แจกเงิน อนาคตมันจะไปอย่างไรต่อ

เอาละ สรุปว่านโยบายดีก็แล้วกัน มาถึงคำถามว่าจะเอาเงินมาจากใหนกัน  เหล่าผู้ฉลาดปราดเปรื่องก็ระดมความคิดเห็น (Brain Strom) ว่า เอาเงินอุดหนุนท้องถิ่นมาใช้ละกัน ว่าแล้วก็โอนเงินที่เคยอุดหนุนให้ท้องถิ่นถ่ายเทไปเป็นเงินตามนโยบายของรัฐบาล ท้องถิ่นจะรู้มั้ยในตอนแรก เพิ่งร้องอ้อ เมื่อพบว่าไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางมาตามงวด  อั้ย หยา........

ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีด้วยตนเองได้ประมาณร้อยละ 20, 30, ของงบประมาณทั้งหมด นอกนั้นเป็นเงินอุดหนุน ดังนั้นเงินพัฒนาก็ไม่มี ใครเป็นนายกเทศมนตรีช่วงนี้ กลายเป็น "เจ๊กหมดทุน"  เสี่ยงต่อการไม่ได้รับเลือกตั้ง ต้องสงสารกันหน่อยละครับ

ส่วนดีของนโยบายก็ทำให้ผมได้มีโอกาสพบปะ คนชรา ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใย สอบถามสารทุกข์สุกดิบกัน จับมือจับไม้ อบอุ่น ชื่นใจ  แต่ทว่าคำถามสำคัญก็คือ นโยบายนี้จะมีความยั่งยืนหรือไม่ และถ้าจะให้เกิดความยั่งยืน คนสูงอายุมีสวัสดการเช่นนี้ตลอดไป จะต้องสร้างกลไกอะไรบ้าง น่าคิดจริงจริง

Wednesday, June 30, 2010

ศิลปะสักยันต์


ขับรถผ่านไปเห็นพอดี เห็นประตูบานไม้สักเก่าๆ มีภาพวาดของนางในวรรณคดีบนปานประตู ดูสวยงามมีสีสรรอย่างยิ่ง จึงจอดรถเดินเข้าไปดูงานชิ้นนั้นใกล้ๆ  จึงได้รู้ว่าเป็นร้านวาดรูป และยังรับสักยันต์ให้กับลูกค้าที่ต้องการ แก้ไขลายสักที่ไม่สวยงามให้ดูดีขึ้น เจ้าของร้านรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างดำ  ผมยาว เหมือนเช่นศิลปินทั่วไป 

ความคิดแวบเข้ามา ก็ถามราคาว่าหากจะจ้างให้เขียนรูปขนาดใหญ่เท่ากับแผ่นไม้ ขนาด 240 เซนติเมตร และกว้าง 100 เซ็นติเมตรจะเป็นราคาเท่าไร  ศิลปินท่านนั้น  ตอบว่า หกพันบาท ผมคิดว่าไม่แพง นัก เลยตกลงให้เขียนภาพ  ไม่เสียดายเงินเพราะเป็นงาน Hand Made กับเป็นศิลปะแบบไทยไทย  เอาเป็นว่า จ่ายเงินเพื่อรักษาความเป็นไทย กับจรรโลงศิลปะบนผืนผ้าใบก็แล้วกัน

ผมเดินเข้าไปภายในห้องทำงานเป็นห้องทำงาน ที่เต็มไปด้วยเเครื่องมือวาดและระบายสี และชิ้นงานที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีหลายอัน  ร้านนี้ชื่อว่า ART GALLERY TATTOO  อยู่สี่แยกไฟแดง ฝั่งตรงข้ามกับประตูหลังของมหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร
ตัวอย่างลายสักยอดนิยมครับ

Monday, June 7, 2010

บรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเมืองกำแพงเพชร

ตอนเช้าที่ตลาดต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้าน ทุกเช้าจะมีชาวบ้านนำผัก ผลไม้ ปลา เนื้อหมู ต่างๆ มาวางขายในบริเวณตลาดเช้าแห่งนี้ เป็นที่เราจะพบกับความยิ้มแย้มแจ่มใสของผู้คน วิถีชีิวิตของชาวเมืองที่เรียบง่าย สบาย แตกต่างจากวันแรกของเมืองใหญ่ที่มีแต่ความวุ่นวาย

พระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาท พร้อมกับชาวบ้านออกจับจ่ายซื้อกับข้าว แม่ค้าแม่ขายจากชายของของเมืองนำผักผลไม้ มาวางขาย  เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายนักในขณะที่หลายเมืองความเรียบง่ายกำลังจะสูญหายไป กลายเป็นเมืองที่เร่งรีบ จอแจ สับสนวุ่นวาย แก่งแย่งแข่งขัน แต่เมืองชากังราวยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ้มแย้ม มีมิตรไมตรี ปรากฎให้เห็นแม้วันที่ผมเขียนเรื่องนี้ 

Wednesday, May 26, 2010

ร้านกาแฟ Route 12 บนถนนสายท่องเที่ยว พิษณุโลก หล่มสัก เพชรบูรณ์

ถนนทอดยาวบนเนินเขาโล่งเตียน สีเขียวอ่อน แก่ เหลือง ส้มสลับสีกันไป ทาบทามด้วยสีฟ้าและสีน้ำเงินของขอบฟ้าบอกอาณาเขตระหว่างแผ่นดินกับแผ่นฟ้า บนถนนสายหล่มสัก กิโลเมตรที่เท่าไหร่คงจะจำไม่ได้ละมั้ง  ผมพบกับร้านกาแฟชื่อ Route 12 สิ่งที่ผมประทับใจเมื่อแรกเห็นร้านกาแฟแห่งนี้ทำให้ผมนึกถึงร้านกาแฟเล็กๆ บนเส้้นทางสายชนบทแห่งหนึ่งในมลรัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาเงียบสงบ แต่มีบรรยากาศเย็นสบาย

เมื่อผมเดินเข้าไป ก็รู้สึกชอบบรรยากาศตรงระเบียบด้านหลังของร้านที่มีเก้าอี้นั่งมอบออกไปยังหุบเขาเบื้องหน้าและด้านล่าง เหมือนสวิสเซอร์แลนด์ จริงอย่างที่ใครใครว่า ดินแดนแถบนี้ของประเทศไทยมีภูมิทัศน์และบรรยกาศคล้ายคลึงกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ 

ในร้านแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเหมาะสม ง่ายและลงตัว เจ้าของร้านตั้งใจจะจัดเป็นที่พักค้างคืนด้วย แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี  หนาวนัี้คงจะเรียบร้อยดี  หากผ่านมาถามหาเส้นทางและร้าน Route 12 ที่ร้านกาแฟปลัดได้ครับ

Sunday, April 25, 2010

องค์ประกอบย่อยของชีวิตในสังคม

ผมเดินทางไปกรุงเทพ เมืองหลวงที่ยิ่งกว่าคำว่า "วุ่นวาย" อากาศของกรุงเทพที่ร้อนระอุ เพราะไอแดดไม่ถูกดูดซับกลับสะท้อนขึ้นมาจากคอนกรีตหนา ปะทะกับบรรยากาศม่านหมอกควันจากท่อไอเสียเป็นเรือนกระจก สะท้อนกลับลงมาร้อนกว่าเดิม จนต้องคิดว่า ในกรุงเทพคือเตาอบ (มนุษย์)  แต่สำหรับตอนนี้ก็ยังไม่ร้อนเท่ากับอุณหภูมิของการเมืองที่ใกล้จะถึงจุดเดือดเต็มที  

เกริ่นมาพอแล้วครับ  ผมขับออกจากเตาอบมาชานเมืองมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ บนถนนสายวิภาวดี มาจนถึงรังสิต แวะเติมแก๊ส ราคาต้นทาง ลิตรละ 11.90 แต่ถ้าไปเติมที่ภูมิลำเนาเกิด ที่พิ โลก จะเป็นราคา 12.50 หักลบแล้ว ต่างกัน  60 สตางค์  เวลาเติมแก๊สจะต้องถอยตูดเข้าไป (ตูดรถครับ)  เพราะถังแก๊สส่วนมากจะติดตั้งไว้ที่ด้านท้ายของตัวรถ  ในกระเป๋ามีเงินอยู่ หนึ่งพันบาท กับผู้โดยสาร สองท่าน  คือลูกชายของผมเอง  เติมแก๊สเต็มถัง หกร้อยกว่าบาท จะเหลือเงินติดตัว 400 กว่าบาท กะว่าจ่ายค่าอาหารมื้อเย็น กาแฟซักถ้วย คงจะเหลือเงินไว้สำหรับไปทำงานวันพรุ่งนี้ได้บ้าง 

เหลือบไปเห็นแท็กซี่คันหนึ่ง ในจำนวนแท็กซี่อีกหลายๆ คันที่วิ่งไปวนมาเป็นธุระสาระวนกับกิจกรรมคนเสื้อแดง กำลังเติมแก๊ส ผมไม่ได้สังเกตุอะไรมากนัก แต่หันกลับไปอีกครั้งเค้าก็เติมแก็สเสร็จแล้ว  
             ผมสงสัยจึงถามคนขับรถแท็กซี่ว่า " เต็มแล้วเหรอ  เสร็จไวจัง"
             คนขับรถแท๊กซี่   "ครับ เติมร้อยเดียว"
            ผม  " ร้อยเดียวเองเหรอ แล้ววิ่งทั้งวันจะพอหรือ"
            คนขับแท็กซี่  "แค่นี้ก่อนครับ แล้วค่อยเติมใหม่" 
รถผมแก๊สเต็มพอดี ก็ควักแบงค์พันให้ ส่วนรถแท็กซี่คันนั้นออกไปเรียบร้อยแล้ว  ผมหันไปคุยกับเด็กปั๊มแก็ส แต่สูงอายุปาเข้าไปเกือบสี่สิบแล้ว เอ่ยว่า "อย่างนี้แหละ คนขับรถแท็กซี่เค้าจะเติมแค่ไปทำงาน ไปรับผู้โดยสาร ถ้าวิ่งไปแล้วเจอผู้โดยสาร ได้เงินมาจึงจะมาเติมแก๊สใหม่  ผมนึกย้อนกลับมาที่ตัวผมที่ยังพอมีเงินเหลือติดตัวและไม่ได้ไปทำงานหาเงินแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับอีกชีวิตหนึ่งที่ผมเจอมีเงินจำกัดที่จะใช้อย่างอื่นไม่ได้แต่ต้องเติมแก็สเพื่อหารายได้ในวันนั้น ให้พอค่าเช่า ให้พอค่าอาหาร ให้พอเหลือ อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยบาทสำหรับเติมแก็สทำงานในวันต่อไป  ความรู้สึกสมเพทเวทนาอย่างจับใจ ย้อนกลับไปนึำกภาพที่สนทนากับคนขับรถแท็กซี่คนนั้น เขาพูดจาน้ำเสียงอ่อนแรง ยิ้มฝืดๆ แววตาหมดหวัง ขณะที่นึกภาพที่ผ่านมา ผมก็ปิดประตูรถและขับรถออกไป

มาได้ไกลพอสมควร ฉุกใจคิดว่า เงินทอนอยู่ที่ใหน  อ้าวผมลืมเอาเงินทองเสียแล้ว  นึกเสียดายอย่างมาก ช่างเป็นวันที่สดใสใจบุญเหลือเกินสำหรับผมที่จะมีเงินเหลือติดตัวกลับต่างจังหวัด ตั้ง สี่้ร้อยบาท แต่ก็ลืมเงินทอน  นึกเสียว่าช่วยเหลือเด็กปั๊มก็แล้วกัน แต่มานึกย้อนอีกครั้งถึงคนขับแท็กซีคราวใด ก็เสียดายที่เงินจำนวนนี้ถ้าจะบริจาคให้ใคร ก็ควรที่จะให้กับคนที่เขาขาดแคลน หรือต้องการมันอย่างมาก คือคนขับรถแท็กซี่ 

มาถึงตอนนี้ท่านคงจะพอนึกออกนะครับว่าระหว่างผม กับ คนขับรถแท็กซี่ เด็กปั๊ม ใครจะน่าสงสารมากกว่ากัน 

Friday, April 16, 2010

สาดน้ำวันสงกรานต์ปีขาล

ในอดีตชาวบ้านร่วมงานสงกรานต์ศูนย์กลางคือวัด และตามบ้านเรือนของประชาชน ปัจจุบันยังคงมีกิจกรรมที่วัด ก่อเจดีย์พระทราย ขนทรายเข้าวัด ผ้าป่า รดน้ำดำหัว ผู้สูงอายุ
ต่อมาเมื่อมีองค์กรปกครองท้องถิ่น ก็เ้ข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับชุมชน จัดขบวนแห่ มีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน ผมเดินทางร่วมงานจัดงานของเทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดงานบริเวณลำน้ำปิง น้ำใสสะอาด คราคร่ำด้วยผู้คนเนื่องจากบริเวณแม่น้ำปิงเป็นสถานที่เล่นน้ำ จึงต้องมีการออกตรวจความปลอดภัยในน่านน้ำตลอดเวลาด้วย  วันนี้ยังเป็นวันผู้สูงอายุอีกด้วย เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุที่อย่างน้อยได้สร้างสิ่งที่ดีไว้ และเยาวชนรุ่นหลังจะได้แสดงความกตัญญูและขอพรผู้ใหญ่เป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง  เสร็จพิธีแล้วผมเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านมีวัยรุ่นสาดน้ำเล่นกันสนุกสนาน รื่นเริง ผิดกับสถานการณ์ของประเทศปัจจุบันที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและวุ่นวายอยู่ในกลางเมืองหลวง

Saturday, March 27, 2010

ผู้สูงอายุกินฟรี เย็นตาโฟหน้าสถานีรถไฟพิษณุโลก

ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ หน้าสถานีรถไฟพิษณุโลก ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนรถไฟ อยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับโรงแรมรถไฟ  พอเอ่ยถึงโรงแรมรถไฟ คนรุ่นเก่าก็จะรู้จักกัน เนื่องจากว่าในสมัยที่การเดินทางโดยรถไฟยังเป็นที่นิยมพักกันมาก สำหรับร้านก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟร้านนี้ ลูกค้านิยมมาก เพราะอร่อยและราคาถูก ขวัญใจคนจน  นอกจากนั้น ยังไม่คิดเงินผู้สูงอายุอีกด้วยครับ แต่ร้านจะเปิดขายเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น 

บังเอิญวันหนึ่งผมพาคุณแม่ไปซื้อของในเมืองพิษณุโลก ก็เลยแวะทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟหน้าสถานี ตอนคิดสตางค์ เจ้าของร้านเจรจากับเด็กในร้านได้ยินแว่วแว่วว่า "มีคนสูงอายุ ไม่เก็บเงิน" และหากท่านเดินทางมาท่องเที่ยวที่เมืองสองแควแห่งนี้ อย่าพลาดโอกาสแวะมาทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟที่หน้าสถานีรถไฟจังหวัดพิษณุโลกนะครับ อ้อ อย่าลืมนำคนสูงอายุมาด้วยนะครับ และระหว่างรับประทานก๋วยเตี๋ยวท่านจะได้มองดูความเป็นอยู่ของคนพิ โลก บางทีผู้สูงอายุอาจจะได้นั่งมองดูการเปลี่ยนแปลงของเมืองไปด้วย