ผมและคุณพ่อคุณแม่ชวนกันไปงานแต่งงานของญาติที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี จังหวัดที่ในอดีตเคยมีความขัดแย้งกับจังหวัดใกล้เคียงเพียงแค่จังหวัดใหนมีต้นตาลมากกว่ากัน คือจังหวัดเพชรบุรี ปัญหาจบอย่างไรไม่ทราบได้ ว่าจังหวัดใหนจะมีต้นตาลมากกว่ากัน
ออกเดินทางกันราวตีหนึ่งกว่า ง่วง หาว ตอลดทางมาถึงเช้าตรู่ที่จังหวัดราชบุรี เจ้าภาพกรุณาเลี้ยงอาหารเช้า แต่ผมแอบมาข้างนอก เพื่อหาต้มเลือดหมู ตบด้วยกาแฟโบราณกับนมสดแท้แท้ รสชาดก็นุ่มนวล กลมกล่อมดีครับ ที่สำคัญราคาถูกมาก 10 บาทครับ แถมน้ำชาร้อนอีกครับ
ประเพณีของไทย ต้องมีการแห่ขันหมาก ฝ่ายผมเป็นฝ่ายของเจ้าบ่าว ก็ตั้งขบวนกันฝั่งตรงข้ามกับคลองชลประทาน แล้วก็โห่ร้องแห่กันมามีทั้งของหวานของคาว ผมทำหน้าที่ถ่ายรูปด้วย เดินวิ่งดักหน้าดักหลัง ขบวนเพื่อให้ได้ภาพต่างอริยาบทกัน ด้านผู้ใหญ่ของเจ้าสาวก็ออกมาต้อนรับหน้าประตู ครับ ประตูเงินประตูทอง เจ้าบ่าวรู้ตัวดีอยู่แล้วจะต้องผ่านด่านต่างๆ เตรียมของกำนัลมาพร้อมก็ผ่านไปได้เรียบร้อยเข้าพิธีกันต่อไป ทุกคนก็มีความสุขไปกับเจ้าบ่าวเจ้าสาว
เมื่อพิธีการเข้ามาเป็นอันที่ผมจะต้องหาทางออกไปขับรถตระเวนดูบ้านเมือง ตามสันดานของพัฒนากรเก่า ก็ออกสำรวจ จนเที่ยงหิว ก็แวะร่านก๋วยเตี๋ยว หมูทุบ สูตรราชบุรี เป็นร้านดัง ลูกสาวเจ้าของร้านหน้าตาดี สวยมาก กินจนเกลี้ยงชาม ผมชอบร้านนี้นอกจากจะมีเจ้าของร้านหน้าตาดี แล้ว เสียงเพลงในร้านเป็นเพลงสากลเก่าดังมาจากหลังร้าน I don't like to sleep alone แหมเข้ากันกับอารมณ์ผมเลยละตอนนี้
เราอำลาเจ้าภาพและขอกลับก่อน อันที่จริงเจ้าภาพอยากจะให้เราอยู่กินเลี้ยงตอนค่ำที่โรงแรม Royal City ที่กรุงเทพ แต่คงจะไม่ไหว ก็ขอตัวกลับ ตามเส้นทางสุพรรณบุรี ชัยนาท และนครสวรรค์ ระหว่างทาง คุณแม่อยากแวะเยี่ยมเยียนตลาดร้อยปี ก็ตามใจท่าน พามาเดินเที่ยว ผมเองก็ไม่เคยได้แวะไปเช่นกัน รู้สึกแปลกใจ และทึ่งมากที่สามชุกสามารถทำเมืองเก่าได้ ซึ่งผมเคยไปที่ญี่ปุ่นมา ในหมู่บ้านวัฒนธรรม แนวความคิดของญี่ปุ่น ก็คือ คนในชนบทเข้าเมืองกันมากและทิ้งบ้านไว้ไม่ดูแล ท้องถิ่นก็พยายามฟื้นฟูเมืองให้กลับมามีชีวิตชีวา ดึงคนหนุ่มสาวให้กลับมาอยู่อาศัยกัน และเอาเสน่ห์ของท้องถิ่นโบราณกลับมาเป็นสิ่งดึดดุดนักท่องเที่ยว สามชุกวันนี้ ย้อนยุคได้ดีมาก และจนกระทั่งได้รับการยกย่องให้เป็น World Heritage ด้านวัฒนธรรม สิ่งดีดีในเมืองไทยและน่ายกย่องต้องขอยกนิ้วให้
ขอแนะนำท่านที่จะเที่ยวในวันเดียวได้หลายอย่างก็ใช้เส้นทางนี้ครับ เที่ยวนครปฐม มาสุพรรณบรี ดูตลาดสามชุด และเที่ยวบึงฉวาก มาชัยนาทดูสวนนก ถึงนครสวรรค์ดูบึงบรเพ็ด วนกลับมาทางอยุธยา ก็ได้ครับ
บรรจุเรื่องราวของสังคม อาทิ สิ่งดีงามในสังคม ปัญหาความยากจน การช่วยเหลือกัน ชุมชน ความเป็นอยู่ของผู้คน ค่านิยม ประเพณี โดย ป.ป๋อง เมืองสองแคว
Search This Blog
Monday, July 26, 2010
Tuesday, July 13, 2010
แจกเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ตามนโยบายของรัฐบาล
นโยบายรัฐบาลประชานิยม ส่งผลให้เงินผู้สูงอายุที่ในอดตีจ่ายผ่านกรมประชาสงเคราะห์ และเมื่อกระจายอำนาจแล้วก็ให้ท้องถิ่นดูแล โดยรัฐบาลกลางอนุมัติเงินจำนวนหนึ่งที่เคยให้กับกรมประชาสงเคราะห์ตามที่มีรายชื่ออยู่เดิมมาให้ และให้รัฐบาลท้องถิ่น สำรวจรายชื่อผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป มาขึ้นทะเบียนรับเงิน ผู้นำชุมชนแต่ละท่านก็ไปสำรวจมา ปรากฎว่าผู้สูงอายุมีมากกว่า เงินที่รัฐบาลโอนมาให้ รัฐบาลท้องถิ่นก็โวย อ้าวโยนภาระมาให้แล้วไม่ดูแล แถมยังบอกว่า ส่วนที่ไม่พอให้ท้องถิ่นหางบประมาณที่ไม่ค่อยจะเก็บได้เนี่ยนะ มาจ่าย เมื่อข่าวจะให้เงินผู้สูงอายุกระจายไปแล้ว บางท่านยังไม่เคยได้รับการสงเคราะห์ คนแ่ก่บางท่านก็สงสัยเป็นกำลัง คิดไปไกลขนาด เออ แก่ขนาดนี้แล้วยังจะมาหลอกกันอีกเหรอเนี่ย
รัฐบาลที่มีที่ปรึกษาเยอะแยะมากมาย มีความกังวลใจกับเรื่องนี้มาก นักวิชาการก็ให้คำแนะนำมาว่า จะต้องเป็นรัฐสวัสดิการ (Welfare State)แบบประเทศสวีเดน อะไรทำนองนั้น อันที่จริงก็พูดกันมานานแล้วนะ ยังไม่ขยับเขยือนกันซะที แต่เอ มันจะเหมือนกันมั้ย ระหว่างเศรษฐีแจกเงิน กับคนจนเป็นหนี้เป็นสิ้นแล้วแจกเงิน
(เงินที่ให้เปล่า ไม่ก่อให้เกิดการลงทุน) มันจะเป็นอย่างไรละคราวนี้ เศรษฐีแจกเงินก็โอเค แต่รัฐบาลที่ยังอยู่ในภาวะงบประมาณขาดดุลเช่นขณะนี้ แจกเงิน อนาคตมันจะไปอย่างไรต่อ
เอาละ สรุปว่านโยบายดีก็แล้วกัน มาถึงคำถามว่าจะเอาเงินมาจากใหนกัน เหล่าผู้ฉลาดปราดเปรื่องก็ระดมความคิดเห็น (Brain Strom) ว่า เอาเงินอุดหนุนท้องถิ่นมาใช้ละกัน ว่าแล้วก็โอนเงินที่เคยอุดหนุนให้ท้องถิ่นถ่ายเทไปเป็นเงินตามนโยบายของรัฐบาล ท้องถิ่นจะรู้มั้ยในตอนแรก เพิ่งร้องอ้อ เมื่อพบว่าไม่มีเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางมาตามงวด อั้ย หยา........
ท้องถิ่นจัดเก็บภาษีด้วยตนเองได้ประมาณร้อยละ 20, 30, ของงบประมาณทั้งหมด นอกนั้นเป็นเงินอุดหนุน ดังนั้นเงินพัฒนาก็ไม่มี ใครเป็นนายกเทศมนตรีช่วงนี้ กลายเป็น "เจ๊กหมดทุน" เสี่ยงต่อการไม่ได้รับเลือกตั้ง ต้องสงสารกันหน่อยละครับ
ส่วนดีของนโยบายก็ทำให้ผมได้มีโอกาสพบปะ คนชรา ได้แสดงความเป็นห่วงเป็นใย สอบถามสารทุกข์สุกดิบกัน จับมือจับไม้ อบอุ่น ชื่นใจ แต่ทว่าคำถามสำคัญก็คือ นโยบายนี้จะมีความยั่งยืนหรือไม่ และถ้าจะให้เกิดความยั่งยืน คนสูงอายุมีสวัสดการเช่นนี้ตลอดไป จะต้องสร้างกลไกอะไรบ้าง น่าคิดจริงจริง
Wednesday, June 30, 2010
ศิลปะสักยันต์
ขับรถผ่านไปเห็นพอดี เห็นประตูบานไม้สักเก่าๆ มีภาพวาดของนางในวรรณคดีบนปานประตู ดูสวยงามมีสีสรรอย่างยิ่ง จึงจอดรถเดินเข้าไปดูงานชิ้นนั้นใกล้ๆ จึงได้รู้ว่าเป็นร้านวาดรูป และยังรับสักยันต์ให้กับลูกค้าที่ต้องการ แก้ไขลายสักที่ไม่สวยงามให้ดูดีขึ้น เจ้าของร้านรูปร่างสูงใหญ่ ผิวค่อนข้างดำ ผมยาว เหมือนเช่นศิลปินทั่วไป
ความคิดแวบเข้ามา ก็ถามราคาว่าหากจะจ้างให้เขียนรูปขนาดใหญ่เท่ากับแผ่นไม้ ขนาด 240 เซนติเมตร และกว้าง 100 เซ็นติเมตรจะเป็นราคาเท่าไร ศิลปินท่านนั้น ตอบว่า หกพันบาท ผมคิดว่าไม่แพง นัก เลยตกลงให้เขียนภาพ ไม่เสียดายเงินเพราะเป็นงาน Hand Made กับเป็นศิลปะแบบไทยไทย เอาเป็นว่า จ่ายเงินเพื่อรักษาความเป็นไทย กับจรรโลงศิลปะบนผืนผ้าใบก็แล้วกัน
ตัวอย่างลายสักยอดนิยมครับ
Monday, June 7, 2010
บรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันของชาวเมืองกำแพงเพชร
ตอนเช้าที่ตลาดต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นตลาดชาวบ้าน ทุกเช้าจะมีชาวบ้านนำผัก ผลไม้ ปลา เนื้อหมู ต่างๆ มาวางขายในบริเวณตลาดเช้าแห่งนี้ เป็นที่เราจะพบกับความยิ้มแย้มแจ่มใสของผู้คน วิถีชีิวิตของชาวเมืองที่เรียบง่าย สบาย แตกต่างจากวันแรกของเมืองใหญ่ที่มีแต่ความวุ่นวาย
พระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาท พร้อมกับชาวบ้านออกจับจ่ายซื้อกับข้าว แม่ค้าแม่ขายจากชายของของเมืองนำผักผลไม้ มาวางขาย เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายนักในขณะที่หลายเมืองความเรียบง่ายกำลังจะสูญหายไป กลายเป็นเมืองที่เร่งรีบ จอแจ สับสนวุ่นวาย แก่งแย่งแข่งขัน แต่เมืองชากังราวยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ้มแย้ม มีมิตรไมตรี ปรากฎให้เห็นแม้วันที่ผมเขียนเรื่องนี้
พระภิกษุสงฆ์ออกบิณฑบาท พร้อมกับชาวบ้านออกจับจ่ายซื้อกับข้าว แม่ค้าแม่ขายจากชายของของเมืองนำผักผลไม้ มาวางขาย เป็นภาพที่หาไม่ได้ง่ายนักในขณะที่หลายเมืองความเรียบง่ายกำลังจะสูญหายไป กลายเป็นเมืองที่เร่งรีบ จอแจ สับสนวุ่นวาย แก่งแย่งแข่งขัน แต่เมืองชากังราวยังคงมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ยิ้มแย้ม มีมิตรไมตรี ปรากฎให้เห็นแม้วันที่ผมเขียนเรื่องนี้
Wednesday, May 26, 2010
ร้านกาแฟ Route 12 บนถนนสายท่องเที่ยว พิษณุโลก หล่มสัก เพชรบูรณ์
ถนนทอดยาวบนเนินเขาโล่งเตียน สีเขียวอ่อน แก่ เหลือง ส้มสลับสีกันไป ทาบทามด้วยสีฟ้าและสีน้ำเงินของขอบฟ้าบอกอาณาเขตระหว่างแผ่นดินกับแผ่นฟ้า บนถนนสายหล่มสัก กิโลเมตรที่เท่าไหร่คงจะจำไม่ได้ละมั้ง ผมพบกับร้านกาแฟชื่อ Route 12 สิ่งที่ผมประทับใจเมื่อแรกเห็นร้านกาแฟแห่งนี้ทำให้ผมนึกถึงร้านกาแฟเล็กๆ บนเส้้นทางสายชนบทแห่งหนึ่งในมลรัฐนิวเซาท์เวลล์ ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ในหุบเขาเงียบสงบ แต่มีบรรยากาศเย็นสบาย
เมื่อผมเดินเข้าไป ก็รู้สึกชอบบรรยากาศตรงระเบียบด้านหลังของร้านที่มีเก้าอี้นั่งมอบออกไปยังหุบเขาเบื้องหน้าและด้านล่าง เหมือนสวิสเซอร์แลนด์ จริงอย่างที่ใครใครว่า ดินแดนแถบนี้ของประเทศไทยมีภูมิทัศน์และบรรยกาศคล้ายคลึงกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ในร้านแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเหมาะสม ง่ายและลงตัว เจ้าของร้านตั้งใจจะจัดเป็นที่พักค้างคืนด้วย แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี หนาวนัี้คงจะเรียบร้อยดี หากผ่านมาถามหาเส้นทางและร้าน Route 12 ที่ร้านกาแฟปลัดได้ครับ
เมื่อผมเดินเข้าไป ก็รู้สึกชอบบรรยากาศตรงระเบียบด้านหลังของร้านที่มีเก้าอี้นั่งมอบออกไปยังหุบเขาเบื้องหน้าและด้านล่าง เหมือนสวิสเซอร์แลนด์ จริงอย่างที่ใครใครว่า ดินแดนแถบนี้ของประเทศไทยมีภูมิทัศน์และบรรยกาศคล้ายคลึงกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์
ในร้านแบ่งสัดส่วนไว้อย่างเหมาะสม ง่ายและลงตัว เจ้าของร้านตั้งใจจะจัดเป็นที่พักค้างคืนด้วย แต่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยดี หนาวนัี้คงจะเรียบร้อยดี หากผ่านมาถามหาเส้นทางและร้าน Route 12 ที่ร้านกาแฟปลัดได้ครับ
Sunday, April 25, 2010
องค์ประกอบย่อยของชีวิตในสังคม
ผมเดินทางไปกรุงเทพ เมืองหลวงที่ยิ่งกว่าคำว่า "วุ่นวาย" อากาศของกรุงเทพที่ร้อนระอุ เพราะไอแดดไม่ถูกดูดซับกลับสะท้อนขึ้นมาจากคอนกรีตหนา ปะทะกับบรรยากาศม่านหมอกควันจากท่อไอเสียเป็นเรือนกระจก สะท้อนกลับลงมาร้อนกว่าเดิม จนต้องคิดว่า ในกรุงเทพคือเตาอบ (มนุษย์) แต่สำหรับตอนนี้ก็ยังไม่ร้อนเท่ากับอุณหภูมิของการเมืองที่ใกล้จะถึงจุดเดือดเต็มที
เกริ่นมาพอแล้วครับ ผมขับออกจากเตาอบมาชานเมืองมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ บนถนนสายวิภาวดี มาจนถึงรังสิต แวะเติมแก๊ส ราคาต้นทาง ลิตรละ 11.90 แต่ถ้าไปเติมที่ภูมิลำเนาเกิด ที่พิ โลก จะเป็นราคา 12.50 หักลบแล้ว ต่างกัน 60 สตางค์ เวลาเติมแก๊สจะต้องถอยตูดเข้าไป (ตูดรถครับ) เพราะถังแก๊สส่วนมากจะติดตั้งไว้ที่ด้านท้ายของตัวรถ ในกระเป๋ามีเงินอยู่ หนึ่งพันบาท กับผู้โดยสาร สองท่าน คือลูกชายของผมเอง เติมแก๊สเต็มถัง หกร้อยกว่าบาท จะเหลือเงินติดตัว 400 กว่าบาท กะว่าจ่ายค่าอาหารมื้อเย็น กาแฟซักถ้วย คงจะเหลือเงินไว้สำหรับไปทำงานวันพรุ่งนี้ได้บ้าง
เหลือบไปเห็นแท็กซี่คันหนึ่ง ในจำนวนแท็กซี่อีกหลายๆ คันที่วิ่งไปวนมาเป็นธุระสาระวนกับกิจกรรมคนเสื้อแดง กำลังเติมแก๊ส ผมไม่ได้สังเกตุอะไรมากนัก แต่หันกลับไปอีกครั้งเค้าก็เติมแก็สเสร็จแล้ว
ผมสงสัยจึงถามคนขับรถแท็กซี่ว่า " เต็มแล้วเหรอ เสร็จไวจัง"
คนขับรถแท๊กซี่ "ครับ เติมร้อยเดียว"
ผม " ร้อยเดียวเองเหรอ แล้ววิ่งทั้งวันจะพอหรือ"
คนขับแท็กซี่ "แค่นี้ก่อนครับ แล้วค่อยเติมใหม่"
รถผมแก๊สเต็มพอดี ก็ควักแบงค์พันให้ ส่วนรถแท็กซี่คันนั้นออกไปเรียบร้อยแล้ว ผมหันไปคุยกับเด็กปั๊มแก็ส แต่สูงอายุปาเข้าไปเกือบสี่สิบแล้ว เอ่ยว่า "อย่างนี้แหละ คนขับรถแท็กซี่เค้าจะเติมแค่ไปทำงาน ไปรับผู้โดยสาร ถ้าวิ่งไปแล้วเจอผู้โดยสาร ได้เงินมาจึงจะมาเติมแก๊สใหม่ ผมนึกย้อนกลับมาที่ตัวผมที่ยังพอมีเงินเหลือติดตัวและไม่ได้ไปทำงานหาเงินแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับอีกชีวิตหนึ่งที่ผมเจอมีเงินจำกัดที่จะใช้อย่างอื่นไม่ได้แต่ต้องเติมแก็สเพื่อหารายได้ในวันนั้น ให้พอค่าเช่า ให้พอค่าอาหาร ให้พอเหลือ อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยบาทสำหรับเติมแก็สทำงานในวันต่อไป ความรู้สึกสมเพทเวทนาอย่างจับใจ ย้อนกลับไปนึำกภาพที่สนทนากับคนขับรถแท็กซี่คนนั้น เขาพูดจาน้ำเสียงอ่อนแรง ยิ้มฝืดๆ แววตาหมดหวัง ขณะที่นึกภาพที่ผ่านมา ผมก็ปิดประตูรถและขับรถออกไป
มาได้ไกลพอสมควร ฉุกใจคิดว่า เงินทอนอยู่ที่ใหน อ้าวผมลืมเอาเงินทองเสียแล้ว นึกเสียดายอย่างมาก ช่างเป็นวันที่สดใสใจบุญเหลือเกินสำหรับผมที่จะมีเงินเหลือติดตัวกลับต่างจังหวัด ตั้ง สี่้ร้อยบาท แต่ก็ลืมเงินทอน นึกเสียว่าช่วยเหลือเด็กปั๊มก็แล้วกัน แต่มานึกย้อนอีกครั้งถึงคนขับแท็กซีคราวใด ก็เสียดายที่เงินจำนวนนี้ถ้าจะบริจาคให้ใคร ก็ควรที่จะให้กับคนที่เขาขาดแคลน หรือต้องการมันอย่างมาก คือคนขับรถแท็กซี่
มาถึงตอนนี้ท่านคงจะพอนึกออกนะครับว่าระหว่างผม กับ คนขับรถแท็กซี่ เด็กปั๊ม ใครจะน่าสงสารมากกว่ากัน
เกริ่นมาพอแล้วครับ ผมขับออกจากเตาอบมาชานเมืองมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ บนถนนสายวิภาวดี มาจนถึงรังสิต แวะเติมแก๊ส ราคาต้นทาง ลิตรละ 11.90 แต่ถ้าไปเติมที่ภูมิลำเนาเกิด ที่พิ โลก จะเป็นราคา 12.50 หักลบแล้ว ต่างกัน 60 สตางค์ เวลาเติมแก๊สจะต้องถอยตูดเข้าไป (ตูดรถครับ) เพราะถังแก๊สส่วนมากจะติดตั้งไว้ที่ด้านท้ายของตัวรถ ในกระเป๋ามีเงินอยู่ หนึ่งพันบาท กับผู้โดยสาร สองท่าน คือลูกชายของผมเอง เติมแก๊สเต็มถัง หกร้อยกว่าบาท จะเหลือเงินติดตัว 400 กว่าบาท กะว่าจ่ายค่าอาหารมื้อเย็น กาแฟซักถ้วย คงจะเหลือเงินไว้สำหรับไปทำงานวันพรุ่งนี้ได้บ้าง
เหลือบไปเห็นแท็กซี่คันหนึ่ง ในจำนวนแท็กซี่อีกหลายๆ คันที่วิ่งไปวนมาเป็นธุระสาระวนกับกิจกรรมคนเสื้อแดง กำลังเติมแก๊ส ผมไม่ได้สังเกตุอะไรมากนัก แต่หันกลับไปอีกครั้งเค้าก็เติมแก็สเสร็จแล้ว
ผมสงสัยจึงถามคนขับรถแท็กซี่ว่า " เต็มแล้วเหรอ เสร็จไวจัง"
คนขับรถแท๊กซี่ "ครับ เติมร้อยเดียว"
ผม " ร้อยเดียวเองเหรอ แล้ววิ่งทั้งวันจะพอหรือ"
คนขับแท็กซี่ "แค่นี้ก่อนครับ แล้วค่อยเติมใหม่"
รถผมแก๊สเต็มพอดี ก็ควักแบงค์พันให้ ส่วนรถแท็กซี่คันนั้นออกไปเรียบร้อยแล้ว ผมหันไปคุยกับเด็กปั๊มแก็ส แต่สูงอายุปาเข้าไปเกือบสี่สิบแล้ว เอ่ยว่า "อย่างนี้แหละ คนขับรถแท็กซี่เค้าจะเติมแค่ไปทำงาน ไปรับผู้โดยสาร ถ้าวิ่งไปแล้วเจอผู้โดยสาร ได้เงินมาจึงจะมาเติมแก๊สใหม่ ผมนึกย้อนกลับมาที่ตัวผมที่ยังพอมีเงินเหลือติดตัวและไม่ได้ไปทำงานหาเงินแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกับอีกชีวิตหนึ่งที่ผมเจอมีเงินจำกัดที่จะใช้อย่างอื่นไม่ได้แต่ต้องเติมแก็สเพื่อหารายได้ในวันนั้น ให้พอค่าเช่า ให้พอค่าอาหาร ให้พอเหลือ อย่างน้อยก็หนึ่งร้อยบาทสำหรับเติมแก็สทำงานในวันต่อไป ความรู้สึกสมเพทเวทนาอย่างจับใจ ย้อนกลับไปนึำกภาพที่สนทนากับคนขับรถแท็กซี่คนนั้น เขาพูดจาน้ำเสียงอ่อนแรง ยิ้มฝืดๆ แววตาหมดหวัง ขณะที่นึกภาพที่ผ่านมา ผมก็ปิดประตูรถและขับรถออกไป
มาได้ไกลพอสมควร ฉุกใจคิดว่า เงินทอนอยู่ที่ใหน อ้าวผมลืมเอาเงินทองเสียแล้ว นึกเสียดายอย่างมาก ช่างเป็นวันที่สดใสใจบุญเหลือเกินสำหรับผมที่จะมีเงินเหลือติดตัวกลับต่างจังหวัด ตั้ง สี่้ร้อยบาท แต่ก็ลืมเงินทอน นึกเสียว่าช่วยเหลือเด็กปั๊มก็แล้วกัน แต่มานึกย้อนอีกครั้งถึงคนขับแท็กซีคราวใด ก็เสียดายที่เงินจำนวนนี้ถ้าจะบริจาคให้ใคร ก็ควรที่จะให้กับคนที่เขาขาดแคลน หรือต้องการมันอย่างมาก คือคนขับรถแท็กซี่
มาถึงตอนนี้ท่านคงจะพอนึกออกนะครับว่าระหว่างผม กับ คนขับรถแท็กซี่ เด็กปั๊ม ใครจะน่าสงสารมากกว่ากัน
Friday, April 16, 2010
สาดน้ำวันสงกรานต์ปีขาล
ในอดีตชาวบ้านร่วมงานสงกรานต์ศูนย์กลางคือวัด และตามบ้านเรือนของประชาชน ปัจจุบันยังคงมีกิจกรรมที่วัด ก่อเจดีย์พระทราย ขนทรายเข้าวัด ผ้าป่า รดน้ำดำหัว ผู้สูงอายุ
ต่อมาเมื่อมีองค์กรปกครองท้องถิ่น ก็เ้ข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับชุมชน จัดขบวนแห่ มีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน ผมเดินทางร่วมงานจัดงานของเทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดงานบริเวณลำน้ำปิง น้ำใสสะอาด คราคร่ำด้วยผู้คนเนื่องจากบริเวณแม่น้ำปิงเป็นสถานที่เล่นน้ำ จึงต้องมีการออกตรวจความปลอดภัยในน่านน้ำตลอดเวลาด้วย วันนี้ยังเป็นวันผู้สูงอายุอีกด้วย เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุที่อย่างน้อยได้สร้างสิ่งที่ดีไว้ และเยาวชนรุ่นหลังจะได้แสดงความกตัญญูและขอพรผู้ใหญ่เป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง เสร็จพิธีแล้วผมเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านมีวัยรุ่นสาดน้ำเล่นกันสนุกสนาน รื่นเริง ผิดกับสถานการณ์ของประเทศปัจจุบันที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและวุ่นวายอยู่ในกลางเมืองหลวง
ต่อมาเมื่อมีองค์กรปกครองท้องถิ่น ก็เ้ข้ามาร่วมเป็นเจ้าภาพจัดงานร่วมกับชุมชน จัดขบวนแห่ มีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน ผมเดินทางร่วมงานจัดงานของเทศบาลเมืองกำแพงเพชร จัดงานบริเวณลำน้ำปิง น้ำใสสะอาด คราคร่ำด้วยผู้คนเนื่องจากบริเวณแม่น้ำปิงเป็นสถานที่เล่นน้ำ จึงต้องมีการออกตรวจความปลอดภัยในน่านน้ำตลอดเวลาด้วย วันนี้ยังเป็นวันผู้สูงอายุอีกด้วย เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของผู้สูงอายุที่อย่างน้อยได้สร้างสิ่งที่ดีไว้ และเยาวชนรุ่นหลังจะได้แสดงความกตัญญูและขอพรผู้ใหญ่เป็นศิริมงคลแก่ตัวเอง เสร็จพิธีแล้วผมเดินทางไปจังหวัดพิษณุโลกผ่านหมู่บ้านหลายหมู่บ้านมีวัยรุ่นสาดน้ำเล่นกันสนุกสนาน รื่นเริง ผิดกับสถานการณ์ของประเทศปัจจุบันที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและวุ่นวายอยู่ในกลางเมืองหลวง
Subscribe to:
Posts (Atom)



